VKOOK | JIN’s NOTE .00

Fiction, All credit to pm1118 |
งานเขียนทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ pm1118 ไม่อนุญาตให้คัดลอก ดัดแปลง เนื้อหาไม่ว่าส่วนใดก็ตาม ถ้าพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์กรุณาแจ้งมาที่ @1118Ranger

*โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

……………………………………….

งานเลี้ยงฉลองวันเกิดอายุครบ 50 ปีของผมเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน… มันทั้งน่าตื่นเต้นและก็น่าประหลาดใจ เพราะผมไม่คิดว่าพวกเราทั้งหมดจะสามารถกลับมารวมตัวกันได้อย่างพร้อมเพรียงขนาดนั้น ปกติแล้วในวันเกิดช่วงปีหลังๆ ของผมจะมีแค่โฮซอกแวะมาหาตอนเช้าพร้อมดอกไม้ และยุนกิที่เข้ามาดื่มด้วยตอนกลางคืนพร้อมของขวัญที่บางปีก็เป็นหนังสือ บางปีก็เป็นซีดีเพลงเก่า

ส่วนจีมินถ้าไม่วิดีโอคอลมาหาคืนนั้น อาทิตย์ถัดมาเจ้าตัวก็จะโผล่มาพร้อมกับตั๋วหนังสองใบในมือ นัมจุนรายนั้นน่าจะยุ่งที่สุด เพราะหลังจากเสียดิอาไปเมื่อสองปีก่อน ได้ข่าวว่ายัยหนูอาร์มานี่ก็ติดคุณพ่อแจ ช่วงสองปีมานี้เลยมักจะได้รับเป็นของขวัญและการ์ดอวยพรที่ส่งตรงจากอเมริกามากกว่า

ส่วนแทฮยองหมอนั่นเป็นประเภทนึกอยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป วันดีคืนดีอาจจะมีเสียงเคาะประตู พอเปิดออกไปก็เจอเจ้าตัวยืนยิ้มเผล่ให้ตรงหน้า และจอนจองกุก… หมอนั่นยังคงลอยไปลอยมาเหมือนตอนอายุสามสิบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงเป็นน้องชายที่น่ารัก เพราะผมมักจะได้รับโปสการ์ดที่เขียนคำอวยพรวันเกิด ส่งมาจากมุมใดมุมหนึ่งของโลกอยู่เป็นประจำทุกปี

แต่ปีนี้มันต่างออกไป…

หลังจากเคลียร์ปัญหากับลูกค้าและกลับมาถึงร้านตอนประมาณสองทุ่มครึ่ง ไฟที่ควรเปิดสว่างอยู่ก็กลับมืดสนิทพร้อมป้ายตรงหน้าประตูที่หันพลิกด้าน Close ออกมา ผมออกจากร้านไปไม่เดินสองชั่วโมง และจำได้ว่าวันนี้ไม่ได้บอกพนักงานให้ปิดร้านก่อนเวลา

ตอนที่กำลังไขกุญแจเข้าไป ขณะที่อีกมือก็กดโทรศัพท์ต่อสายหาผู้จัดการร้าน มือของผมมันสั่นไปหมด แถมหัวใจยังเต้นเร็วกว่าปกติด้วยความกังวล แล้วผมก็เริ่มเป็นบ้าทันทีเมื่อผลักประตูเข้าไปแล้วพบคราบอะไรสักอย่างหยดเป็นทางยาวลากตรงไปถึงหลังร้าน

ผมรีบควานหาสวิตซ์ไฟ แต่มันกลับเปิดไม่ติด… และเชสไม่ยอมรับโทรศัพท์ ใจของผมมันสั่นไปหมด สิ่งที่ควานหาถัดไปเลยกลายเป็นมีดหั่นสเต๊กที่ใครสักคนลืมเอาไว้ตรงด้านหลังเคาเตอร์

ผมมองโถงทางเดินที่ทอดเข้าสู่หลังร้านด้วยความหวาดระแวง แต่ก่อนที่จะได้ก้าวเข้าไปยังทางเดินที่มืดสนิท ประตูร้านทางด้านหน้าก็กลับมีเสียงปึงปังเหมือนถูกทุบด้วยแรงจากผู้ชายตัวโตๆ ผมหันขวับกลับไปมอง ก่อนจะหันซ้ายหันขวาด้วยความหวาดระแวง สุดท้ายจึงตัดสินใจต่อสายหาพนักงานคนอื่นแล้วถอยออกมาจากตรงนั้น เพราะผมไม่ใช่พวกชอบหาคำตอบจากสิ่งลึกลับสักเท่าไร

แต่ในตอนที่เดินออกไปจนเกือบจะถึงประตูอยู่แล้ว เงาสีทองที่วูบไหวอยู่ในกระจกก็ทำให้ผมหันกลับไปพร้อมมีดหั่นสเต๊กที่ยังไม่ได้ปลดระวาง

‘พ่อคะ!!!’

เสียงเด็กผู้หญิงที่ร้องจ้าขึ้นมาทำให้ผมลดอุปกรณ์ในมือลงแล้วพยายามปรับโฟกัสสายตาตัวเองให้เข้าที่… แสงสีทองจากเปลวเทียนที่ปักอยู่บนหน้าเค้ก ส่องให้เห็นใบหน้าตกใจของเด็กหญิงวัยเก้าขวบที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบสามปี

ยัยหนูอาร์มานี่ หรือที่พวกเราเรียกกันว่า อาร์มี่

เราจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงตึงตังดังมาจากทางหลังร้าน แล้วฉับพลันเราสองคนก็ถูกล้อมเอาไว้ด้วยคนอีกเกือบสิบ พร้อมกับประทัดงานปาร์ตี้ในกระบอกทรงกรวยที่ถูกดึงพร้อมกันดัง ปัง! แล้วไฟในร้านก็สว่างพรึ่บ

‘Happy Birthday!’

เสียงอวยพรดังขึ้นซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ก่อนที่ลำตัวจะถูกเขย่าและรวบเอาไปกอดด้วยพวกต้นคิดแผนการ แทฮยองและจองกุกยิ้มร่า ก่อนจะผละออกเพื่อให้คนอื่นได้ผลัดเข้ามากอดผมบ้าง

ยุนกิผอมลงกว่าเดิม แต่จีมินเริ่มมีเนื้อขึ้นมาอีกหน่อยจนพอจะหายห่วงได้บ้าง โฮซอกยังคงสดใสเหมือนปกติ และนัมจุนที่ดูเหมือนจะละทิ้งความเศร้าโศกเอาไว้ข้างหลังได้แล้ว

ผมยิ้มกว้าง… หลังจากหายตกใจ

‘เธอกล้าหาญมากที่ยอมเป็นทัพหน้า แต่ไม่ควรร้องเสียงดังเลย แผนเราเกือบสำเร็จอยู่แล้ว…’

ได้ยินจองกุกบ่นหลานอย่างนั้นผมก็อดจะผลักหัวหมอนั่นแรงๆ แล้วดึงเอาอาร์มานี่มากอดไม่ได้ ยัยหนูโตขึ้นกว่าครั้งล่าสุดที่เจอกันเยอะเลย

ปาร์ตี้สำหรับเด็กและบุคคลทั่วไปจบลงตอนเข็มสั้นชี้เลขสิบและเข็มยาวชี้เลขสิบสองตรง อาร์มานี่ถูกคุณโมนาร์ทเลขาของนัมจุนพากลับไปส่งที่โรงแรม งานเก็บล้างทำความสะอาดถูกส่งต่อให้เชสคอยควบคุม พร้อมทิปเล็กๆ น้อยๆ สำหรับทุกคนจากผม

พวกเราชวนกันไปต่อที่ห้องของยุนกิ หนึ่งเพราะมันไม่ไกล และสองที่ห้องของหมอนั่นมีเครื่องดื่มหลากหลาย และเพลงดีๆ จนสามารถเปิดเป็นบาร์ย่อมๆ ให้พวกเราสนุกกันได้ยันเช้า

ยุนกิยังคงรักการทำเพลงเหมือนเดิม เพียงแต่พอลดบทบาทมาทำแค่เบื้องหลัง หมอนั่นก็ดูเหมือนจะจริงจังขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ชนิดที่ว่าถ้าไม่โทรชวนออกมาที่ร้านบ้าง วันๆ คงขลุกอยู่แต่ในห้องทำเพลง กินแต่ข้าวกล่อง ไม่ก็บะหมี่ถ้วย เรื่องความรักไม่ต้องพูดถึง เพราะวันๆ สนใจแต่งาน ไม่เจอกันแค่เดือนเดียวถึงได้ผอมลงผิดตา แถมแว่นนั่นก็น่าจะตัดใหม่ เพราะดูเทอะทะขึ้นกว่าของเก่าเป็นกอง

ส่วนโฮซอกกำลังจะเปิดสาขาโรงเรียนสอนเต้นที่กวางจูตอนปลายเดือนหน้า หลังจากสาขาโซลประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะสามารถปั้นไอดอลหน้าใหม่เข้าวงการได้อยู่หลายคน จนพักหลังก็ถูกชวนให้ลงมาคุมเบื้องหลัง ดูแลตั้งแต่การออกท่าเต้นของบางวงไปจนถึงการซ้อม แต่ความรับผิดชอบที่มากขึ้นก็ดันทำให้มีปัญหาความรักตามไปอีกคู่

ที่บอกว่าอีกคู่… เพราะอีกคนที่มีปัญหาความรักยาวนานข้ามปีและเพิ่งจบไปหมาดๆ เลยก็คือปาร์คจีมิน รายนั้นผันตัวไปทำเบื้องหลังก่อนใครเพื่อน แล้วก็รับงานหนักจนมีปัญหากับคนรักจนแทบจะเรียกได้ว่ารายวัน จนสุดท้ายก็เพิ่งจดทะเบียนหย่ากันไปเมื่อตอนต้นปี ตอนนั้นจำได้ว่าเรื่องนี้สั่นสะเทือนพวกเราไปตามๆ กันในแต่ละนัยความหมาย

แทฮยองดูเหมือนจะสะเทือนใจกับเรื่องนี้มากที่สุด อาจจะเพราะอายุเท่ากันและเป็นเพื่อนกับจีมินมานาน พอเห็นเพื่อนเสียใจก็เลยซึมตาม ช่วงนั้นบนหน้าหนังสือพิมพ์เลยว่างเว้นจากข่าวซุบซิบประเภท ‘เจ้าของโรงงานผลิตของเล่นควงนางแบบสาวไม่ซ้ำหน้า’ ไปพักหนึ่งเลยทีเดียว

ส่วนจองกุก… อาจเพราะหมอนั่นอายุน้อยที่สุดและได้รับการดูแลแบบน้องน้อยมาตลอด ผมเลยค่อนข้างเป็นห่วงกับการใช้ชีวิตแบบลอยไปลอยมา จองกุกมีแกลเลอรี่ในครอบครองอยู่หนึ่งแห่ง แต่อยากจะเปิดตอนไหนก็เปิด เพราะปกติเท้าไม่เคยติดพื้น แบกกล้องไปโน่นมานี่ ถ่ายภาพขายไปเรื่อย ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นคิดจะลงหลักปักฐานกับใครสักที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องจีมินด้วยหรือเปล่า เลยพาลให้กลัวความรักเหมือนแทฮยองไปอีกคน

ทั้งที่คนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องความรัก พวกเราก็ยังมีนัมจุนเป็นต้นแบบให้ แต่ดูเหมือนการสูญเสียดิอาที่ถูกยกให้เป็นอาซ้อใหญ่ในอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนนั้น ความโศกเศร้าจะยังคงซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งของหัวใจทุกคนไม่ต่างจากนัมจุน หมอนั่นลดบทบาทการทำงานเบื้องหลังลง และหันไปให้เวลากับอาร์มานี่ลูกสาวเพียงคนเดียวมากขึ้น เราเลยได้เห็นเด็กหญิงที่เปรียบเสมือนหัวใจของพวกเรากลับมายิ้มแย้มได้อย่างสดใสอีกครั้ง

.
.
.

Advertisements

VKOOK, 7 Orphans.00

Fiction, All credit to pm1118 |
งานเขียนทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ pm1118 ไม่อนุญาตให้คัดลอก ดัดแปลง เนื้อหาไม่ว่าส่วนใดก็ตาม ถ้าพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์กรุณาแจ้งมาที่ @1118Ranger

*โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
#7orphans

…………………………..

1

มันเจ็บ… เหมือนกับกำลังจะตาย

ความรู้สึกปั่นป่วนภายในร่างกายที่คล้ายกับว่ามีบางสิ่งกำลังพยายามเสียดแทงเพื่อทะลุเนื้อหนังออกมา มันเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนถูกคมดาบแทงทะลุผิวเนื้อ เพราะเมื่อมีบาดแผลยังขวนขวายหายามาบรรเทาอาการได้ แต่อาการปวดแสบปวดร้อนที่พลุ่งพล่านขึ้นภายในและเกิดขึ้นฉับพลันยามเข็มนาฬิกาล่วงผ่านเข้าวันใหม่ มันกะทันหันจนไม่ทันได้ตระเตรียมการไว้รับมือถึงความทรมานที่แล่นตรงจากหน้าอกเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย

เสียงกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่งไม่อาจช่วยทุเลาความเจ็บปวดที่สาหัสจนแทบพรากสติไปจากเจ้าของร่าง กายเปลือยเปล่าพลิกดิ้นพล่านตามสัญชาตญาณ ปลายนิ้วจิกเกร็งเข้าสู่อุ้งมือคล้ายหวังว่าความเจ็บปวดที่ตนเป็นคนก่อจะช่วยลดความทรมานที่แล่นไปรวมกันตรงกลางแผ่นหลังได้บ้าง… แต่มันกลับเปล่าประโยชน์

หัวใจเต้นรัวแรงจนปวดหน่วง อึดอัดจนริมฝีปากต้องเผยออ้าเพื่อหอบตะกายอากาศเข้าสู่ปอด เมื่อความแสบร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนเหงื่อไหลโทรมกาย และลมหายใจติดขัดคล้ายกับว่ามันพร้อมจะขาดห้วงลงทุกชั่วขณะ

คิ้วเรียวขมวดยับ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเบิกกว้าง ความเจ็บปวดย้ำชัดจากแววตาที่เต็มไปด้วยความทรมาน หยดน้ำตาสีใสไหลพรากเปรอะเปื้อนใบหน้า ปะปนไปกับหยาดเหงื่อ ไหลซึมลงสู่ผืนที่นอนสีขาวที่บัดนี้ยับยู่เพราะแรงดิ้นพล่านของผู้เป็นเจ้าของ

กายเปลือยเปล่าพลิกคว่ำ ขยำอุ้งมือเข้าหาเนื้อผ้า หวังใช้มันบรรเทาความเจ็บปวดยามผิวเนื้อร้าวระบมราวกับมันกำลังจะปริแตกออกเป็นเสี่ยง

ปลายเท้าจิกเกร็ง ลำตัวขดงอ แววตาปรากฏแต่เพียงความพลุ่งพล่านสับสน เมื่อเจ้าของร่างรู้สึกได้ถึง ‘บางอย่าง’ ที่กำลังเสียดแทงผ่านผิวเนื้อตรงแผ่นหลังออกมา

‘บางอย่าง’ ที่ปรากฏชัดเป็นเงาบนกำแพงสีขาว

แสงสลัวจากด้านนอกที่ลอดผ่านผ้าม่านผืนบางเข้ามากำลังตอกย้ำว่ามีบางสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกาย เงาบนผนังปรากฏเป็นวัตถุเรียวยาวรูปร่างประหลาด กำลังแทงก้านออกมาจากแผ่นหลัง มันแยกออกเป็นสองด้านอย่างสมมาตร และขยายกว้างจากช่วงตัวออกไปไม่ต่ำกว่าสองช่วงแขน

นัยน์ตาที่เฝ้ามองความผิดปกติคู่นั้นขยับวูบไหวอ่อนแรง เมื่อความร้อนที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วร่างกายคล้ายเร่งเร้าให้สิ้นสติลงไปทุกที จนแทบแยกไม่ออก… ระหว่างภาพที่ปรากฏขึ้นในมโนสำนึก และภาพที่ปรากฏเป็นเงาอยู่บนผืนกำแพงเบื้องหน้า

เสียง ‘แซ่กๆ’ จากฝูงนกกาที่บินวนอยู่ตรงนอกหน้าต่าง ปั่นป่วนโสตประสาทจนได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องในภาพความทรงจำที่ผุดแทรกขึ้นมา… มันโหยหวน ทรมาน เมื่อทั้งร่างถูกล้อมเอาไว้ด้วยกองไฟที่กำลังแผดเผาหวังเอาชีวิตให้ดับสิ้นลง เปลวไฟลามเลียมอดไหม้ทุกสิ่งที่ถูกประกอบขึ้นเป็นร่างกาย ตั้งแต่ปลายก้านขนสีเทาจากสิ่งที่มีรูปร่างเหมือน ‘ปีก’ ซึ่งตกลู่อยู่ด้านหลัง มันบอบช้ำและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด

หยาดเหงื่อที่ผุดออกมาจากไรผม ไหลย้อมใบหน้าซีดขาวหมดสภาพของร่างกายที่แผ่ราบลงกับเตียง และชั่วขณะก่อนที่สติสัมปชัญญะจะขาดห้วงลง นัยน์ตาที่ใกล้ปิดปรือคู่นั้นยังทันได้เห็นก้านขนเหยียดยาวแผ่สยายเรียงตัวขนานไปกับสิ่งที่ผุดออกมาจากแผ่นหลัง

เสียงท้องฟ้าด้านนอกสะเทือนเลื่อนลั่น คลื่นลมจากพายุที่ก่อตัวขึ้นกะทันหันกรรโชกพัดพาเอาทุกสิ่งปลิดปลิวระเนระนาด แสงสว่างจากสายฟ้าที่ฉายวาบชักใยแทรกกลางขึ้นมาระหว่างความมืดมิด เผยความเสียหายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และเจ้าของร่างกายเปลือยเปล่าที่นอนทอดกายอยู่ตรงกึ่งกลางเตียง

“แทฮยอง!”

ร่างกายที่สิ้นสติลงไปแล้วขยับเคลื่อนไหวขึ้นอีกครั้งเมื่อเสียงเคาะประตูรัวแรงขึ้นเรื่อยๆ ปลายนิ้วที่งองุ้มจากการจิกเกร็งเพราะความเจ็บปวดค่อยๆ ขยับคลายคลี่ออก ลำตัวที่งองุ้มเมื่อตอนแรกเหยียดตรง ก่อนร่างกายจะถูกดันให้ขยับลุก พร้อมกับดวงตาที่ถูกเปิดขึ้นเพื่อจับจ้องไปยังเงาวูบไหวตรงกำแพงเบื้องหน้า

สีเลือดแทรกซึมแทนที่อยู่ทั่วทุกบริเวณที่เป็นสีขาวของดวงตาคู่นั้น… มันปรากฏเพียงความเคียดแค้นที่ลุกโชนดั่งเปลวไฟที่พร้อมแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้ลง ทำลายทุกสิ่งที่เคยมีให้ดับสิ้นเพียงเพื่อทุเลาแรงโทสะที่ถูกสั่งสมมาเนิ่นนานนับอสงไขย ทวงคืนทั้งหมดที่ถูกริดรอนให้กลับมาสู่ความชอบธรรมอันพึงมี และตอบแทนความเจ็บปวดที่เคยได้รับแก่ผู้กระทำมันอย่างสาสมด้วยชีวิต

ปีกสีดำแผ่สยายเหยียดออกเฉกเช่นเจ้าของที่หยัดกายตั้งตรงขึ้น ปลายนิ้วลากไล้สัมผัสลงบนแพรขนสีดำขลับดั่งรัตติกาลเดือนมืด มันขยับไหวหยอกล้อสัมผัสนั้นราวกับตัวเองก็ได้ครอบครองพลังเฉกเช่นเดียวกัน

ริมฝีปากหยักแสยะยิ้ม…

เรือนกายเปลือยเปล่าขยับก้าวไปทางประตูซึ่งเจ้าของเสียงเรียกยังคงยืนรออยู่ แต่ก่อนที่ปลายเท้าจะได้ก้าวไปถึง แขนขวาก็ถูกวาดออก ปลายนิ้วขยับเรียกเสื้อคลุมผ้าแพรลายทางสีเข้มที่ร่วงตกอยู่บนพื้น มันลอยขึ้นมาตามคำสั่ง ก่อนจะถูกตวัดขึ้นสวมคลุมทับเรือนร่าง… ฉับพลันปีกซึ่งสยายกางอยู่ทางด้านหลังก็กลับหายไป

บานประตูไม้โอ๊คถูกดึงเปิดออก รอยยิ้มกว้างถูกหยิบยื่นให้บุคคลตรงหน้า ใสซื่อบริสุทธิ์จนราวกับ… เหตุการณ์แปลกประหลาดก่อนหน้านั้นไม่เคยเกิดขึ้น

“ยังไม่นอนอีกเหรอจองกุก”

แทฮยองส่งยิ้มกว้างให้น้องชายคนเล็กของบ้าน

.

.

.

แท็ก #7orphans
ทวิต @1118Ranger
เพจ 1118 Ranger

YUTEN, Swallow.o1

Fiction, All credit to pm1118
งานเขียนทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของ pm1118 ไม่อนุญาตให้คัดลอก ดัดแปลง เนื้อหาไม่ว่าส่วนใดก็ตาม ถ้าพบเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์กรุณาแจ้งมาที่ @1118Ranger

*โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
#U10swallow

…………………………..


Nobody knows who I really am.
I never felt this empty before,
And if I ever need someone to come along.
Who’s gonna comfort me and keep me strong.

ท่ามกลางเงาสลัวของจอภาพขนาดใหญ่ที่กำลังฉายหนังรอบสุดท้ายของวัน แสงสว่างเพียงเล็กน้อยนั้นฉายให้เห็นว่าค่ำคืนนี้เก้าอี้ภายในโรงหนังแลดูว่างเป็นพิเศษ เหตุผลนั้นอาจเป็นเพราะรอบฉายเริ่มดึกมาก และนี่ก็เป็นรอบสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ดังนั้นเหล่าคนที่ยอมเสียเงิน เสียเวลา เข้ามาดูหนังในรอบที่แทบจะไม่มีคนดูแบบนี้ ส่วนใหญ่จึงมักเป็นพวกแฟนพันธุ์แท้ที่ตามมาเก็บภาพประทับใจของหนังเรื่องโปรดเป็นครั้งสุดท้าย

แต่นั่นก็อาจจะยกเว้นเจ้าของร่างบางที่จับจองเก้าอี้ในแถวเกือบสุดท้าย เพราะภาพที่โลดแล่นอยู่นั้นผ่านสายตาของ ‘เตนล์’ มามากกว่าห้ารอบแล้วเขาไม่ได้ชื่นชอบนักแสดงคนใดในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นพิเศษ ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของผู้กำกับ และเพลงที่ใช้เป็น backing track หรือหากจะพูดให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ ภาพยนตร์ตรงหน้าไม่ได้ทำให้เตนล์รู้สึกสนใจเลยแม้แต่น้อย ฉากเศร้าเคล้าน้ำตาเหล่านั้นจึงไม่ต่างจากจอภาพสีขาวที่ไร้ซึ่งเรื่องราวใดๆ และคำสารภาพรักของนักแสดงนำก็ไม่อาจส่งผ่านมาถึงหัวใจของเตนล์ด้วยเช่นกัน เพราะเฮดโฟนอันใหญ่ที่ครอบศีรษะได้รูปอยู่นั้นเล่นเพลง Life is like a boat ของ Rie Fu ซ้ำไปซ้ำมามาตั้งแต่แรกแล้ว

Life is like a boat เป็นเพลงที่ขับร้องโดยนักร้องสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าเตนล์ไม่เข้าใจความหมายส่วนใหญ่ของเพลง แต่เพียงบางท่อนที่ถูกร้องด้วยภาษาอังกฤษก็สามารถสื่อความหมายได้มากเพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะเลือกรักบทเพลงนี้… เพราะเขาไม่หวังที่จะเข้าใจความหมายทั้งหมดมาตั้งแต่แรก

ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่เขาอยู่ที่นี่ในคืนนี้

เสียงเพลงคล้ายถูกเบาลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าของนัยน์ตากลมโตหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน ใบหน้าคมคายที่ซ่อนอยู่ภายใต้เส้นผมสีดำนั่นไม่ได้แสดงอารมณ์อื่นใด เพราะเจ้าของเข้าสู่ห้วงนิทราตั้งแต่ภาพยนตร์ยังไม่เริ่มฉาย และมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่เก้าอี้ว่างข้างๆ เตนล์ถูกจับจองด้วยผู้ชายคนนี้

ทั้งที่ข้างกายของเตนล์เคยว่างเปล่ามาโดยตลอด และเขาก็ไม่เคยรู้สึกถึงความว่างเปล่านั้นเลย… จนกระทั่งได้พบคนคนนี้ คนที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวระหว่างกันมีแต่ความหวาดระแวงแท้ๆ แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่าเตนล์หลงรักกลิ่นกายอบอุ่น และเส้นผมนิ่มลื่นของคนที่มักเผลอเอียงซบลงมาตรงบ่าของเขาในยามหลับคนนี้โดยไม่รู้ตัว

เพราะในขณะที่เขากำลังกล่อมโลกอันหนาวเย็นของตัวเองด้วยเพลงโปรด ใครอีกคนที่ไม่เคยรู้แม้กระทั่งชื่อก็หลับใหลอยู่ข้างๆ กัน ก่อนจะรู้สึกตัวตื่นและหายไปในตอนที่ภาพยนตร์จบลง

ซึ่งเวลาในค่ำคืนนี้ของเตนล์ก็กำลังจะหมดลงเหมือนเช่นทุกครั้ง

ร่างที่หลับสนิทอยู่ในตอนแรกเริ่มขยับตัวเมื่อความรักของคู่ชายหญิงตรงหน้าดำเนินมาถึงฉากสุดท้าย ศีรษะได้รูปขยับแนบเข้าไปชิดเจ้าของไหล่บางอีกเล็กน้อย ก่อนนัยน์ตาคมที่ปิดสนิทจะเปิดลืมขึ้นมามองภาพที่พระเอกมอบจุมพิตให้คนที่ตนเองเฝ้าหลงรักมาเนิ่นนาน แล้วหลังจากนั้นเรื่องราวก็จบลงด้วยความสุขของทั้งสองฝ่าย

.
.

การได้สมหวังกับคนที่รัก คือสิ่งเดียวที่ ‘เขา’ ปรารถนา ตอนจบของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นเพียงฉากเดียวที่เขารอคอย
เมื่อจอภาพเปลี่ยนเป็นสีดำพร้อมกับเพลงประกอบภาพยนตร์ได้ถูกเปิดคลอขึ้นมา ร่างที่เอียงไปซบคนข้างๆ อยู่ในตอนแรกก็เตรียมหยัดกายลุกขึ้น… หากแต่วันนี้เหตุการณ์ไม่ได้ดำเนินไปอย่างเช่นทุกครั้ง

เร็วเกินกว่าที่เขาจะตั้งตัวได้ทัน ท่อนแขนเรียวดันแผ่นอกของเขาให้แนบไปกับพนักเก้าอี้ ทั้งที่ร่างของเขายังโน้มไปทางเก้าอี้ตัวข้างๆ อยู่อย่างนั้น นัยน์ตากลมโตจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเขาอย่างคาดคั้น หากแต่ภาพสะท้อนภายในดวงตาคู่นั้นกลับว่างเปล่า… มีเพียงลมหายใจของพวกเขาที่ดำเนินไปในจังหวะเดียวกัน

.
.

เตนล์ขยับเข้าไปชิดชายแปลกหน้าอีกนิดจนปลายจมูกอยู่ห่างกันเพียงแค่ปลายนิ้วกั้น และมันช่างน่าประหลาดที่ความใกล้ชิดกลับยิ่งให้ความรู้สึกคุ้นเคย กลิ่นกายอบอุ่นหอมกำซาบรุนแรงกว่าครั้งไหน แล้วยิ่งนัยน์ตาคมคู่นั้นยอมมองตอบและจ้องลึกเข้ามาด้วย… มันก็ราวกับว่าหัวใจของเตนล์ถูกเปิดเปลือยให้คนที่ไม่รู้จักได้เห็นในทันที

“นายเป็นใคร”

เสียงหวานกระซิบถาม… และเนิ่นนานหลายนาทีกว่าจะได้คำตอบ หากมันกลับเป็นเพียงเสียงผิวปากเป็นทำนองเพลงท่อนแรกของเพลงโปรดที่เขาฟังซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ

‘Nobody knows who I really am.’

ปลายนิ้วเรียวขยับกำเข้าหากัน ความโกรธฉายชัดออกมาจากนัยน์ตากลมโตของเตนล์ ริมฝีปากบางขบเม้มเข้าหากันเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่ในชั่วขณะที่อีกคนเบือนสายตาหนีไปทางอื่น มือเรียวก็ขยับเข้าชิดลำคอแกร่ง พร้อมกดปลายนิ้วโป้งไว้ตรงหลอดลมได้อย่างพอดิบพอดีราวกับจับวาง

ร่างเล็กขยับใกล้… ปลายจมูกแนบสนิทจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจติดขัดของอีกคน

“นายเป็นใคร”

คราวนี้เสียงหวานกดต่ำอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้อีก แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เตนล์จู่โจมฝ่ายตรงข้ามในระยะประชิด ดังนั้นพอถูกตอบโต้กลับมา คนที่ไม่เคยพลาดจึงตกเป็นรองเอาเสียง่ายๆ

หากพอรู้ตัวมันก็สายไปเสียแล้ว… เพราะลำคอเล็กถูกมือของคนที่แข็งแรงกว่ารั้งให้เข้ามาใกล้ขึ้นอีก แล้วในฉับพลันริมฝีปากหยักก็แนบสนิทลงมา พร้อมกับลากเลื่อนมือของเตนล์ที่แนบอยู่ตรงจุดตายให้ลงไปแนบกับหัวใจอีกดวงที่กำลังเต้นอยู่ตรงหน้า

เตนล์ไม่รู้ว่าจังหวะหัวใจของเขากับของคนที่กำลังป้อนสัมผัสลึกล้ำให้อยู่นั้น หัวใจของใครกันที่เต้นเร็วและรุนแรงกว่า หรือว่าต่างขยับเป็นท่วงทำนองเดียวกัน… เตนล์ไม่อาจตัดสินได้เลย เพราะรสจูบแนบแน่นที่ได้รับจากคนแปลกหน้าทำให้เขาสูญเสียสัญชาตญาณการรับรู้ไปชั่วขณะ

ปลายลิ้นร้อนที่เกี่ยวกระหวัดอย่างเอาแต่ใจ และริมฝีปากที่ดูดดึงราวกับคิดถึงมาเนิ่นนาน กำลังแผดเผาร่างของเตนล์ให้มอดไหม้ลงตรงนั้น สัมผัสหนักเบาและช่วงจังหวะที่เว้นพักให้หายใจ… มันราวกับว่าคนคนนี้คุ้นเคยกับร่างกายของเขาเป็นอย่างดี และแม้มือแกร่งจะผ่อนน้ำหนักตรงต้นคอและฝ่ามือของเขาลง แต่เตนล์ก็ไม่สามารถขยับออกห่างร่างนั้นได้เลย

จนกระทั่งเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น!

ร่างเล็กพลันถูกกระชากให้ลุกขึ้นพร้อมกัน เตนล์ถูกผลักให้เดินนำออกไปทางประตูทางออกที่อยู่ใกล้ที่สุด เสียงปืนยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายนัดก็มีที่มาจากคนที่โอบประคองเขาอยู่ด้านหลังนี้เอง

เตนล์เริ่มเข้าใจสถานการณ์ในทันทีเมื่อมีเสียงตะโกนสั่งด้วยภาษาจีนให้รีบจับตัวเขามาให้ได้ ดังนั้นจากที่ดิ้นหนีออกห่างจากคนข้างกาย จึงกลับกลายเป็นว่าร่างกายของเขาขยับไปตามอ้อมแขนของอีกคนโดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ ระหว่างกัน

คนที่อยู่ข้างกันกว่ากุมมือของเตนล์เอาไว้แน่นพร้อมออกแรงรั้งให้วิ่งตรงไปข้างหน้า ขณะที่อีกมือก็กระชับปืนเอาไว้พร้อมเหนี่ยวไกทันทีที่มีพวกไม่ประสงค์ดีโผล่ออกมา

แสงจากหลอดไฟที่ส่องสว่างอยู่ตามโถงทางเดินทำให้เตนล์ได้เห็นเสี้ยวหน้าของผู้ชายคนนี้ชัดเจนกว่าทุกครั้ง และเสียงฝีเท้าที่สะท้อนก้องไปมานั้นก็บังเอิญสะกิดความทรงจำบางอย่างที่ถูกลงกลอนเอาไว้เกือบหนึ่งปีให้ค่อยๆ ปรากฎขึ้นมาอย่างเลือนลาง… ภาพมือของสองคู่ที่เกาะกุมกันเอาไว้เหมือนอย่างในตอนนี้

เตนล์ถูกลากออกมายังลานจอดรถที่เกือบจะมืดสนิท ร่างสูงพาเขาพุ่งตรงไปยังรถยนต์เพียงคันเดียวที่จอดอยู่ และเมื่อประตูถูกเปิดออกร่างของเตนล์ก็ถูกผลักเข้าไปข้างในทันที ขณะที่อีกคนรีบเข้าประจำตำแหน่งคนขับและพารถคันนั้นพุ่งทะยานออกไป

ถนนยามค่ำคืนเงียบสนิทจนแทบไม่อยากเชื่อว่าในตอนกลางวันมันจะถูกอัดไปด้วยรถยนต์จนแน่นขนัด เตนล์คลายฝ่ามือที่กำแน่นในตอนแรกลง นัยน์ตากลมหันมองคนข้างกายที่จับจ้องอยู่เพียงท้องถนนเบื้องหน้า ซีกหน้าคมคลายความตึงเครียดลงแล้วเช่นกัน เพราะพวกที่คิดจะทำร้ายไม่ได้ตามติดมาอย่างในตอนแรก แต่เตนล์ไม่อาจรู้ได้เลยว่านั่นเป็นเพราะคนของคุณอาที่คอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้เขาอยู่ห่างๆ ช่วยเอาไว้ หรือเป็นเพราะคนที่นั่งอยู่ข้างกายเขาตอนนี้กันแน่

“นายเป็นใคร” คำถามเดิมถูกถามขึ้นเป็นครั้งที่สามของคืน

ความกังวลกำลังเข้ากัดกินหัวใจของเตนล์ทีละน้อย เพราะเขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะไว้ใจคนแปลกหน้าคนนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อหลังจากพ่อกับแม่ถูกฆ่าเมื่อปีก่อน คนพวกนั้นที่พรากครอบครัวของเขาไปก็ยังคงตามหาตัวเขามาโดยตลอด แต่โชคดีที่เตนล์มีอาลู่หาน… ชีวิตของเขาจึงยังปลอดภัยมาได้จนทุกวันนี้

ลู่หานจึงเป็นคนเดียวที่เตนล์เชื่อใจ เพราะหลังจากวันนั้นทุกอย่างในชีวิตของเขาก็มีอากลางคอยดูแล… ไม่เว้นแม้แต่ความทรงจำที่สูญหายไป

“นายเป็นใคร”

เสียงหวานถามขึ้นอีกครั้ง และเป็นตอนนั้นเองที่เตนล์ได้เห็นแววตาเจ็บปวดที่ฉายออกมาจากดวงตาของอีกคน ความเจ็บปวด… ที่มันคล้ายกับว่ากำลังบีบหัวใจของเขาอยู่ด้วยเช่นกัน

.
.

“นายเป็นใคร!!?”

คำถามที่ถูกแผดก้องขึ้นโดยคนข้างกายไม่ต่างอะไรจากปลายมีดที่กรีดซ้ำลงมาตรงบาดแผลที่ปริแตกจากการถูกกระสุนถาก ความเจ็บมันเพิ่มทวีขึ้นในทันทีที่หัวใจของ ‘เขา’ อ่อนแอลง และอาจเป็นเพราะว่าไม่อาจกักเก็บความรู้สึกเอาไว้ได้อีก ร่างเล็กที่ขยับร่างตัวเองห่างออกไปจนแนบชิดบานประตู จึงพลันสังเกตเห็นรอยเลือดที่ซึมผ่านเนื้อผ้าตรงต้นแขน และอาการอ่อนล้าที่เขาเผลอแสดงออกมา

.
.

“นาย…” เสียงหวานสั่นพร่า ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนขอบรอยพับของเสื้อเชิร์ตสีดำที่ปรากฏรอยขาดเป็นทางยาว นัยน์ตากลมเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกทันที และในชั่ววินาทีที่ร่างเล็กตระหนักได้ถึงอาการบาดเจ็บของคนตรงหน้า มือเรียวพลันเลื่อนไปหยิบโทรศัพท์ออกมาหวังต่อสายหาใครบางคน แต่ก่อนจะได้กดโทรออก โทรศัพท์ในมือก็ถูกปัดทิ้งจนร่วงตกลงไปเสียก่อน

ตากลมตวัดมองเขาอย่างไม่เข้าใจ แต่เตนล์ก็ไม่ได้รับคำอธิบายอะไร นอกจากสอดประสานนิ้วมือเอาไว้กับมือที่ว่างเปล่าข้างนั้น เขามองมือของตัวเองที่ประสานอยู่กับมือของอีกคนอย่างไม่เข้าใจนัก เพราะสีหน้าของคนที่นิ่งเงียบมาตลอดทางแสดงออกชัดเจนว่ากำลังเจ็บปวด แต่เมื่อเขาจะขอความช่วยเหลือจากอากลาง คนคนนี้กลับปฏิเสธมันในทันที

นั่นเป็นความตั้งใจอย่างแน่นอน! เตนล์เชื่ออย่างนั้น เพราะในช่วงระยะเวลาที่ชายแปลกหน้าคนนี้เฝ้าตามเขา ไม่มีทางไหนเลยที่จะไม่รู้ว่าเขาได้รับการดูแลจากใคร และการที่คนคนนี้ยื่นมือเข้ามาปกป้องเขาจากฝ่ายตรงข้าม นั่นก็ชัดเจนแล้วว่ากำลังยืนอยู่ข้างเดียวกัน… เว้นเสียแต่ว่าสิ่งที่เตนล์เข้าใจมาโดยตลอดนั้นผิดพลาด

ไม่ได้มีแค่สองฝ่ายที่กำลังหันปลายกระบอกปืนเข้าหากัน… แต่กลับมีปืนถึงสามกระบอกที่คอยเวลาลั่นไก!

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ใครกันคือเจ้าของปืนกระบอกที่สาม!

เตนล์ปล่อยให้ความคิดติดอยู่เพียงเรื่องนั้นจนไม่ทันสังเกตว่าถูกพาออกมาไกลจากตัวเมืองมากแล้ว จนเมื่อรู้สึกตัวอีกทีรถก็จอดลงที่บ้านหลังหนึ่ง… และเพราะคืนนั้นพระจันทร์ยังคงส่องสว่าง เขาจึงได้เห็นว่าบ้านหลังนี้อยู่ไม่ไกลจากทะเลนัก และหากเดินตัดลงไปตามเนินตรงหน้านี้ก็คงได้เห็นผืนทะเลที่สะท้อนแสงจันทร์อยู่ไกลๆ นั่นแน่นอน

“ถ้านายไม่อยากบอกว่าตัวเองเป็นใคร อย่างน้อยก็ช่วยบอกหน่อยเถอะว่าเราอยู่ที่ไหน”

ตอนนี้เตนล์ไม่ได้สนใจนักแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใคร เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือเขาถูกพามาที่ไหน หากมันไกลเกินกว่าเขตอำนาจของอากลาง หรือเผลอล้ำเข้ามาในเขตอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่หวังดีต่อเขา ความพยายามของอากลางที่คอยปกป้องเขามาตลอด อาจจะพังทลายลงภายในคืนนี้ก็เป็นได้

แต่จนสุดท้าย… สิ่งที่เตนล์ได้รับกลับมีเพียงความเงียบ

เมื่อรถถูกนำเข้ามาภายในโรงจอดที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวบ้าน ร่างของเขาก็ถูกกระชากให้ก้าวตามลงไปพร้อมกันทันที และคนตัวสูงนั่นก็ยังมีแรงเหลือมากพอที่จะใช้บังคับให้เขานั่งนิ่งๆ อยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น ขณะที่ตัวเองหายขึ้นไปยังชั้นบนของตัวบ้านแล้วกลับลงมาพร้อมอุปกรณ์ทำแผล

เตนล์นั่งขดตัวอยู่บนโซฟาเดี่ยวตรงมุมห้อง สายตาก็คอยเฝ้ามองทุกอิริยาบถของอีกคนที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวที่ตั้งถัดไปอีกมุมหนึ่ง

ปืนที่ใครคนนั้นพกติดตัวอยู่ตลอดถูกปลดออกมาวางไว้บนโต๊ะเล็กตรงหน้า ก่อนที่เสื้อเชิร์ตจะค่อยๆ ถูกถอดออกหลังปลดกระดุมทุกเม็ดเรียบร้อยแล้ว แต่อาการทุลักทุเลและสีหน้าเหยเกของชายคนนั้น ก็ทำให้เตนล์ต้องจิกปลายเล็บลงกับต้นขาเพื่อเตือนตัวเองให้อยู่เฉยๆ ด้วยเขาไม่ควรเลยที่จะเข้าใกล้ผู้ชายคนนี้… แต่แล้วสีหน้าเจ็บปวดอย่างเกินกว่าจะทนไหว ก็ทำให้ทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้อีก

ร่างเล็กขยับนั่งลงตรงที่ว่างที่อยู่ถัดไป เตนล์ช่วยคลายรอยพับของแขนเสื้อลงก่อน แล้วจึงช่วยถอดเสื้อเชิร์ตตัวนั้นออกให้ และตอนนั้นเองที่เขาพบว่าร่างกายสมส่วนอย่างคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนี้ เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นน้อยใหญ่เต็มไปหมด ซึ่งรอยที่ชัดที่สุดก็เห็นจะเป็นตรงหน้าอกด้านซ้าย… รอยแผลเป็นที่ถูกกรีดเป็นทางยาวกว่าสี่นิ้วนั้นไม่สามารถคาดเดาถึงความเจ็บปวดในตอนที่ได้รับมันมาได้เลย

ปลายนิ้วเรียวที่ลากไล้ไปตามรอยแผลบนหน้าอกแกร่งถูกหยุดลงด้วยฝ่ามือของเจ้าของบาดแผลนั้น นัยน์ตาคมจ้องลึกลงมาในดวงตาของเขา ก่อนจะใช้ปลายนิ้วโป้งปาดซับลงมาบนผิวแก้ม

เตนล์เพิ่งรู้สึกตัวว่าเขากำลังร้องไห้…

“นายเป็นใคร…” ตากลมสั่นไหวด้วยความหวาดระแวง

คำถามเดิมถูกถามขึ้นด้วยภาษาจีนที่มีความคุ้นเคยกว่า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นภาษาของประเทศที่เติบโตขึ้นมาอย่างเกาหลี และสิ้นสุดลงด้วยภาษาไทย ภาษาที่แม่เคยสอนเอาไว้… แต่ไม่ว่าจะสื่อสารด้วยภาษาอะไร คำตอบที่เตนล์ได้รับก็ยังคงมีเพียงความเงียบ

“เมื่อไหร่ที่อากลางหาตัวฉันเจอ… นายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องตอบคำถามนี้หรอก”

เพราะความอึดอัดร่างเล็กจึงขยับถอยหนี แต่คนที่ตัวโตกว่าก็กลับขยับตามเข้ามาประชิด จนท้ายที่สุดเตนล์ก็ถูกกักเอาไว้ด้วยอ้อมแขนแกร่งตรงสุดปลายขอบโซฟาอีกด้านหนึ่งนั่นเอง

ตาคมจับจ้องอยู่เพียงใบหน้าของเตนล์อยู่พักใหญ่… หากไร้ซึ่งคำพูดใดๆ นอกจากสายตาที่สื่อความหมายที่คนตัวเล็กไม่อาจแปลความได้

.
.

นัยน์ตากลมโตที่ว่างเปล่าคู่นั้นไม่ต่างอะไรจากคมมีดที่กรีดลงมาบนเรือนร่างของ ‘เขา’

ใบหน้าที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาเอียงซบลงบนบ่าเล็กพร้อมกับรวบร่างตรงหน้าเข้าไปกอดไว้ และแม้เตนล์จะดิ้นหนีจนพาลทำให้แผลตรงต้นแขนปริแตกออกมา แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับมันก็ไม่เท่ากับหัวใจที่กำลังแตกสลายดวงนี้เลย… เพราะน้ำตาของเตนล์ที่ไหลหยดลงมาบนผิวเนื้อ มันแผดเผาหัวใจให้มอดไหม้ได้รวดเร็วกว่าคำพูดพวกนั้นเสียอีก

.
.

“อย่าทำเหมือนเราเคยรู้จักกัน! ปล่อย…”

เสียงหวานขาดห้วงลงทันที เมื่อฝ่ามือที่ผลักไสให้อีกคนออกห่างสัมผัสเข้ากับหยดเลือดที่ไหลออกมาจากปากแผลตรงไหล่ขวาของคนตรงหน้า

สติของเตนล์กลับคืนมา และความแนบชิดระหว่างกันก็ช่วยทำให้สัมผัสได้ถึงไอร้อนจากพิษไข้ ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของคนที่โอบกอดเขาเอาไว้

“ปล่อย! นายควรจะเลิกบ้าแล้วก็ทำแผล” ร่างเล็กรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักคนตัวโตกว่าออกไป… ในตอนนั้นใบหน้าคมซีดเซียวลงมากแล้ว

มือเล็กคว้ากล่องพยาบาลมาเปิดออก และเพราะไม่มีผ้าซับเลือด ผ้าเช็ดหน้าที่เตนล์พกเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงจึงถูกหยิบออกมาใช้งานแทน เขาขยุ้มมันให้เป็นก้อนพอดีมือแล้วกดซับลงไปตรงปากแผล มือหนึ่งประคองต้นแขนของคนเจ็บเอาไว้ ขณะที่อีกมือก็เฝ้าระวังว่าจะลงน้ำหนักมากเกิน

จนผ่านไปหลายนาที…

“ทำไม” ตากลมจับจ้องอยู่เพียงผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดในมือ โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา “ทำไม… ถึงยังมีเลือดไหลออกมา”

.
.

น้ำเสียงที่เอ่ยถามสั่นพร่า และนั่นก็ทำให้ตาคมตวัดมองทันที… เพราะในตอนนี้ไม่ได้มีเลือดไหลซึมออกมาจากบาดแผลของ ‘เขา’ แล้ว

อาการของเตนล์กำลังทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ได้รอยแผลบนหน้าอกด้านซ้ายมา เพราะคนตัวเล็กกำลังร้องไห้ไม่หยุดเหมือนตอนนั้น… และเพราะแบบนั้น ขวดน้ำเกลือจึงถูกหยิบออกมาราดลงบนบาดแผลแบบลวกๆ ตามด้วยสำลีซับทำความสะอาดโดยรอบ แล้วใช้ผ้าก็อซพันทบเอาไว้อย่างรีบร้อน

ผ้าเปื้อนเลือดถูกหยิบทิ้งไป ร่างสูงรั้งร่างของคนที่จมอยู่ในภวังค์ให้ลุกตามเข้าไปในห้องน้ำ ก๊อกตรงอ่างล้างหน้าถูกเปิดแรงสุดเพื่อชำระคราบเลือดบนมือคู่นั้น มือหนาปาดเช็ดจนแน่ใจว่าไม่เหลือรอยเลือดตรงไหนอีกแล้ว เขาจึงค่อยปิดมันและพาคนที่เริ่มรู้สึกตัวเข้าไปนอนพักในห้องที่อยู่ตรงสุดโถงทางเดิน

มือหนาลูบเรือนผมที่ถูกกัดจนกลายเป็นสีขาวซีดอย่างปลอบประโลม แววตาที่เคยล่องลอยกลับมารวมกันอยู่ที่เดิมแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเตนล์กลับยังคงนิ่งเฉย ไร้ซึ่งการตอบสนองใด นอกจากปิดเปลือกตาลงแล้วปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาเงียบๆ

และแม้เขาจะอยากใช้คำพูดอ่อนโยนปลอบคนตรงหน้ามากแค่ไหน แต่เสียงที่ลอดผ่านออกมาก็กลับกลายเป็นเพียงอากาศที่สุดท้ายก็ล่องลอยหายไป…

.
.

ภาพบาดแผลจากการถูกกรีดเป็นทางยาวกว่าสี่นิ้วเด่นชัดขึ้นมาในความคิดของเตนล์ เลือดสีแดงสดไหลรินออกมาไม่หยุด และแม้เขาจะพยายามกดซับมันเอาไว้นานแค่ไหน เลือดเหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลออกมาเลย คราบเลือดสีแดงเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด ทั้งบนฝ่ามือของเขา และแผ่นอกกว้างของผู้ชายตรงหน้า เจ้าของนัยน์ตาคมคู่เดียวกันกับคนที่กำลังกอดเขาเอาไว้อยู่ตอนนี้

เตนล์ไม่รู้ว่าภาพเหตุการณ์ที่เขาเห็นนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และทำไมเขาต้องร้องไห้มากมายเพื่อคนคนนี้ เขาเพียงปล่อยให้ริมฝีปากขยับตามภาพทรงจำในอดีตที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“ยูตะ”

หากแต่ความทรงจำของปัจจุบันกลับร้องถามชัดเจน “…นายเป็นใคร”

#U10swallow